Line ID
: @redcar_official

ตัวแทนจำหน่าย :
098 210 3766

บทความ
และข่าวสาร

รถสตาร์ตไม่ติดเกิดจากอะไร รวม 10 สาเหตุพร้อมวิธีเช็กเบื้องต้น

รถสตาร์ตไม่ติดเกิดจากอะไร
สารบัญ

สนใจซื้อเบาะหุ้มรถยนต์ สามารถสอบถาม
หรือแจ้งรุ่นรถได้เลย

รถสตาร์ตไม่ติดเกิดจากอะไร

สำหรับคนใช้รถแล้ว คงไม่มีเหตุการณ์ไหนน่าหงุดหงิดใจไปกว่าเวลาที่รีบเร่งแต่ดันเจอปัญหา รถสตาร์ตไม่ติด ซึ่งถือเป็นปัญหาสุดคลาสสิกที่อาจเกิดขึ้นได้กับรถทุกคัน ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่หรือรถเก่า การที่ รถสตาร์ตไม่ติด นั้นเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งระบบไฟ ระบบน้ำมัน หรือเครื่องยนต์ REDCAR VIP ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกมาฝาก เพื่อให้ผู้ใช้รถเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมอยู่ดีๆ รถสตาร์ตไม่ติด และสามารถประเมินอาการเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองก่อนที่จะตัดสินใจเรียกช่างหรือรถสไลด์ เป็นการเตรียมความพร้อมให้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีสติ

10 สาเหตุหลักที่ทำให้รถสตาร์ตไม่ติด

เมื่อบิดกุญแจหรือกดปุ่มสตาร์ตแล้วเงียบกริบ หรือมีเสียงแปลกๆ อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ลองมาไล่เช็ก 10 สาเหตุหลักที่มักเป็นตัวการทำให้ รถสตาร์ตไม่ติด ซึ่งมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงปัญหาใหญ่ ดังนี้

1. แบตเตอรี่เสื่อม สาเหตุอันดับหนึ่งที่พบบ่อยที่สุด

จำเลยอันดับหนึ่งตลอดกาลที่ทำให้ รถสตาร์ตไม่ติด ก็คือแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ ปกติแบตเตอรี่รถยนต์จะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 1.5 – 2 ปี หากรถของคุณใช้งานมานานกว่านี้แล้วเกิดอาการไฟหน้าไม่สว่าง กระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง และสุดท้าย รถสตาร์ตไม่ติด โดยอาจจะมีเสียงแชะเบาๆ หรือเงียบไปเลย สันนิษฐานได้เลยว่าแบตเตอรี่เก็บไฟไม่อยู่แล้ว

2. ไดชาร์จเสีย ตัวปั่นไฟมีปัญหา

หากเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่มาแล้วแต่ยังเจอปัญหา รถสตาร์ตไม่ติด หรือขับรถอยู่ดีๆ เครื่องยนต์ดับกลางอากาศ สาเหตุอาจมาจาก “ไดชาร์จ” ซึ่งทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ หากไดชาร์จพัง ไฟจะไม่ถูกชาร์จเข้าแบตฯ ทำให้ไม่มีไฟไปเลี้ยงระบบสตาร์ต ส่งผลให้ รถสตาร์ตไม่ติด ในที่สุด สังเกตได้จากรูปไฟแบตเตอรี่โชว์เตือนบนหน้าปัดขณะขับขี่

3. ไดสตาร์ตพัง ต้นกำเนิดเสียงแชะๆ เวลาสตาร์ต

อาการนี้สังเกตได้ค่อนข้างชัดเจน หากบิดกุญแจแล้วไฟหน้าปัดยังสว่าง แตรดังปกติ แต่เมื่อบิดสตาร์ตกลับได้ยินเสียงดัง “แชะ แชะ” หรือเสียงครางครืดๆ แต่เครื่องยนต์ไม่หมุน นั่นคือสัญญาณของไดสตาร์ตมีปัญหา อาจเกิดจากแปรงถ่านหมดหรือขดลวดภายในชำรุด ทำให้ไม่มีแรงฉุดเครื่องยนต์ เป็นสาเหตุที่ทำให้ รถสตาร์ตไม่ติด แม้แบตเตอรี่จะยังเต็มอยู่ก็ตาม

4. ขั้วแบตเตอรี่สกปรกหรือหลวม

บางครั้งปัญหา รถสตาร์ตไม่ติด ก็เกิดจากเรื่องเส้นผมบังภูเขา อย่างขั้วแบตเตอรี่หลวม ขันไม่แน่น หรือมีคราบขี้เกลือ (คราบสีขาวหรือเขียวอมฟ้า) เกาะอยู่หนาแน่น ทำให้กระแสไฟเดินไม่สะดวก ส่งผ่านไฟไปยังระบบสตาร์ตได้ไม่เพียงพอ จนทำให้ รถสตาร์ตไม่ติด การหมั่นเปิดฝากระโปรงเช็กความสะอาดขั้วแบตเตอรี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

5. ระบบน้ำมันเชื้อเพลิงมีปัญหา

ถ้าได้ยินเสียงไดสตาร์ตทำงานเสียงดังปกติ เครื่องยนต์มีการหมุนแต่ รถสตาร์ตไม่ติด สักที ให้ลองมองไปที่ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง อาจเกิดจากปั๊มติ๊ก (ปั๊มเชื้อเพลิง) ไม่ทำงาน ทำให้ส่งน้ำมันไปห้องเผาไหม้ไม่ได้ หรือกรองน้ำมันเชื้อเพลิงตันจนน้ำมันไหลไม่สะดวก อาการเหล่านี้ล้วนทำให้เครื่องยนต์ขาดเชื้อเพลิงในการจุดระเบิดและเป็นเหตุให้ รถสตาร์ตไม่ติด

6. ระบบจุดระเบิดทำงานผิดปกติ (หัวเทียน/คอยล์)

ในรถยนต์เครื่องเบนซิน หากหัวเทียนบอดหรือคอยล์จุดระเบิดเสื่อมสภาพ จะทำให้ไม่มีประกายไฟไปจุดระเบิดในกระบอกสูบ ส่งผลให้เครื่องยนต์เดินไม่เรียบ สั่นกระตุก หรือในกรณีร้ายแรงคือ รถสตาร์ตไม่ติด เลย โดยเฉพาะในตอนเช้าหรืออากาศเย็น อาการนี้มักจะมาพร้อมกับการกินน้ำมันที่ผิดปกติก่อนที่จะเกิดปัญหา รถสตาร์ตไม่ติด แบบถาวร

7. ปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าและฟิวส์

ระบบไฟฟ้าในรถยนต์มีความซับซ้อน หากฟิวส์ที่เกี่ยวข้องกับระบบสตาร์ตหรือกล่อง ECU ขาด ก็จะตัดวงจรการทำงานทันที ทำให้ รถสตาร์ตไม่ติด โดยอาการมักจะเป็นแบบเงียบสนิท บิดกุญแจแล้วไม่มีปฏิกิริยาใดๆ การเช็กกล่องฟิวส์ดูว่ามีตัวไหนขาดหรือไม่ อาจช่วยกู้สถานการณ์ รถสตาร์ตไม่ติด ได้แบบไม่ต้องเสียเงินแพง

8. ลืมปลดเกียร์ หรือไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง P (เกียร์ออโต้)

สำหรับมือใหม่หรือในเวลาที่เร่งรีบ อาจเผลอจอดรถทิ้งไว้ในตำแหน่งเกียร์ D หรือ N (ในรถบางรุ่น) แล้วดับเครื่อง เมื่อกลับมาสตาร์ตใหม่ ระบบความปลอดภัยของรถจะตัดการทำงานทำให้ รถสตาร์ตไม่ติด เพื่อป้องกันรถพุ่งชน ให้ลองตรวจสอบดูว่าคันเกียร์อยู่ที่ตำแหน่ง P หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ให้เลื่อนกลับไปที่ P แล้วลองสตาร์ตใหม่ ปัญหา รถสตาร์ตไม่ติด อาจหายไปทันที

9. กุญแจ Immobilizer มีปัญหา

รถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะมีระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer ฝังชิป หากถ่านกุญแจรีโมทหมด หรือตัวรับสัญญาณมีปัญหา กล่อง ECU จะสั่งล็อกไม่ให้เครื่องยนต์ติดเพื่อกันขโมย ทำให้ รถสตาร์ตไม่ติด แม้ระบบเครื่องยนต์จะปกติทุกอย่าง สังเกตได้จากสัญลักษณ์รูปกุญแจกะพริบบนหน้าปัด หากเจอสาเหตุนี้ต้องเปลี่ยนถ่านหรือนำกุญแจสำรองมาใช้แก้ปัญหา รถสตาร์ตไม่ติด

10. ปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับเครื่องยนต์

หากตรวจสอบระบบไฟและน้ำมันแล้วปกติ แต่ รถสตาร์ตไม่ติด อาจเกิดจากปัญหากลไกภายในเครื่องยนต์ เช่น สายพานไทม์มิ่งขาด กำลังอัดในกระบอกสูบรั่ว หรือวาล์วยัน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และค่าใช้จ่ายสูง อาการนี้มักจะไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าชัดเจน แต่จะทำให้ รถสตาร์ตไม่ติด แบบถาวร ต้องลากเข้าอู่เพื่อผ่าเครื่องซ่อมแซมเท่านั้น

รถสตาร์ตไม่ติด ทำอย่างไร

รถสตาร์ตไม่ติด ทำอย่างไร วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เมื่อรู้สาเหตุแล้วว่าทำไม รถสตาร์ตไม่ติด สิ่งถัดมาคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้สามารถนำรถไปเข้าอู่หรือกลับบ้านได้ ลองทำตามวิธีเหล่านี้ดู อาจช่วยให้เครื่องยนต์กลับมาติดได้อีกครั้ง

การพ่วงแบตเตอรี่อย่างถูกวิธี

วิธีแก้ปัญหา รถสตาร์ตไม่ติด ที่เกิดจากแบตเตอรี่หมดได้ดีที่สุดคือการ “จัมป์แบต” โดยต้องใช้สายพ่วงที่ได้มาตรฐาน ต่อขั้วบวก (สีแดง) เข้ากับขั้วบวกของคันที่แบตหมด แล้วไปต่อขั้วบวกของคันที่มีไฟ จากนั้นต่อขั้วลบ (สีดำ) ที่รถมีไฟ แล้วนำปลายอีกด้านไปหนีบกับโลหะในห้องเครื่องของรถที่ รถสตาร์ตไม่ติด (ห้ามหนีบขั้วลบแบตโดยตรงเพื่อกันระเบิด) สตาร์ตรถคันดีทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยสตาร์ตรถคันที่มีปัญหา

การทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่เบื้องต้น

หากเปิดฝากระโปรงมาแล้วเจอคราบขี้เกลือเกาะขั้วแบตเตอรี่จนหนา ซึ่งเป็นสาเหตุให้ รถสตาร์ตไม่ติด ให้ลองใช้น้ำอุ่นราดลงไปที่ขั้วแบตเตอรี่เบาๆ คราบเกลือจะละลายหายไป หรือใช้กระดาษทรายขัดบริเวณขั้วให้เห็นเนื้อโลหะสะอาด แล้วขันน็อตให้แน่น ขยับขั้วดูว่าไม่หลวม แล้วลองบิดกุญแจดูอีกครั้ง ปัญหา รถสตาร์ตไม่ติด อาจจะได้รับการแก้ไขง่ายๆ ด้วยวิธีนี้

เมื่อไหร่ที่ควรเรียกช่าง

หากลองพ่วงแบตเตอรี่แล้วก็ยัง รถสตาร์ตไม่ติด หรือมีเสียงดังผิดปกติที่น่ากลัวมาจากห้องเครื่อง หรือมีกลิ่นไหม้ แนะนำว่าให้หยุดพยายามสตาร์ตทันที เพราะอาจทำให้อุปกรณ์อื่นเสียหายเพิ่มขึ้น ในกรณีที่ รถสตาร์ตไม่ติด จากสาเหตุที่ซับซ้อน เช่น ไดชาร์จ ไดสตาร์ต หรือระบบเครื่องยนต์ การเรียกใช้บริการรถสไลด์เพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถมาตรฐาน คือทางออกที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถสตาร์ตไม่ติด

แยกอาการแบตเตอรี่หมดกับไดชาร์จเสียอย่างไร

ให้สังเกตหลังพ่วงแบตเตอรี่ หากพ่วงติดแล้วขับต่อได้ปกติมักเป็นที่แบตเตอรี่เสื่อม แต่ถ้าพ่วงติดแล้วถอดสายพ่วงออก หรือขับไปสักพักแล้วเครื่องดับทันที แสดงว่าไดชาร์จเสีย ไม่ปั่นไฟเข้าแบต

รถใช้ปุ่มสตาร์ต (Push Start) ถ้าถ่านรีโมทหมดจะสตาร์ตได้ไหม

สามารถสตาร์ตได้ โดยให้นำตัวกุญแจรีโมทไปแตะแนบชิดกับปุ่ม Push Start แล้วเหยียบเบรกกดปุ่มสตาร์ตตามปกติ ระบบเซนเซอร์สำรองจะอ่านค่าจากชิปในกุญแจได้แม้ไม่มีแบตเตอรี่

เสียงสตาร์ตดัง “แชะรัวๆ” กับ “แชะเดียวเงียบ” ต่างกันตรงไหน

เสียงแชะรัวๆ เร็วๆ มักเกิดจากแบตเตอรี่ไฟอ่อนจนหมุนไดสตาร์ตไม่ไหว ส่วนเสียงแชะเดียวแล้วเงียบกริบ หรือไม่มีเสียงเลย มักเกิดจากตัวไดสตาร์ตขัดข้อง หรือระบบไฟมีปัญหา

สรุปรถสตาร์ตไม่ติดทำอย่างไร

สรุปบทความ

ปัญหา รถสตาร์ตไม่ติด เป็นเรื่องที่คนรักรถต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือ เพราะอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การหมั่นตรวจเช็กรถเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ และเมื่อดูแลเครื่องยนต์ดีแล้ว ภายในห้องโดยสารก็สำคัญไม่แพ้กัน สำหรับใครที่กำลังมองหาเบาะรถยนต์แบบสวมทับเพื่อปกป้องเบาะเดิมหรือเปลี่ยนลุคใหม่ให้รถดูหรูหราขึ้น REDCAR VIP พร้อมให้บริการด้วยเบาะแบบสวมทับคุณภาพพรีเมียมที่มีให้เลือกมากกว่า 40 แบบ ดีไซน์สวยทันสมัย ใส่ทับได้ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถญี่ปุ่น รถยุโรป รถเก๋ง หรือรถกระบะ ติดตั้งง่าย กระชับเข้ารูป ช่วยยกระดับความสวยงามภายในรถคู่ใจของคุณให้ดูดีมีระดับในทุกการขับขี่

สนใจซื้อเบาะหุ้มรถยนต์
สามารถสอบถาม
หรือแจ้งรุ่นรถได้เลย

หากไม่มั่นใจสามารถสอบถาม
หรือแจ้งรุ่นรถได้ทันที

บทความแนะนำ

RECOMMEND ARTICLE